รู้ไหมทำไมคนโบราณเชื่อว่าฝันบางอย่างห้ามเล่า อยากรู้ต้องอ่าน
16/01/2026
มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต่างพยายามทำความเข้าใจ “ความฝัน” เพราะฝันคือพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างเหตุผลกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ คนโบราณจำนวนมากจึงเชื่อว่า ฝันบางอย่างห้ามเล่า ไม่ใช่เพราะงมงายเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลรวมของประสบการณ์ทางสังคม จิตวิทยา และโลกทัศน์ต่อชีวิตที่สั่งสมมานานหลายชั่วอายุคน
ในบทความนี้เราจึงจะมาอธิบายว่าทำไมคนโบราณเชื่อว่าฝันบางอย่างห้ามเล่าอย่างมีหลักการ พร้อมชี้แนะแนวทางนำไปใช้ในชีวิตอย่างมีสติมากยิ่งขึ้น ดังนี้
1. ความฝันในมุมมองของคนโบราณ คือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของจิตใจ
ในสังคมโบราณ ความฝันมิได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการทำงานของสมองขณะพักผ่อน หากแต่เป็น “สาร” จากสิ่งที่อยู่เหนือการรับรู้ปกติ ไม่ว่าจะเป็นเทพ วิญญาณ บรรพชน หรือชะตากรรม ความฝันจึงมีสถานะใกล้เคียงพิธีกรรม เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องระมัดระวังในการตีความและถ่ายทอด
การ “ห้ามเล่า” ฝันบางประเภท เช่น ฝันร้าย ฝันเห็นลางตาย ฝันเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือฝันที่ให้โชคลาภ จึงเป็นกลไกป้องกันความศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ถูกทำให้ด้อยค่าโดยคำพูดที่ไม่เหมาะสม หรือถูกบิดเบือนด้วยเจตนาของผู้ฟัง
2. หลักจิตวิทยาบอกว่าคำพูดมีอิทธิพลต่อความเชื่อและพฤติกรรม
หากมองในเชิงจิตวิทยาสมัยใหม่ ความเชื่อเรื่องฝันห้ามเล่า มีเหตุผลรองรับอย่างน่าสนใจ เพราะการเล่าฝัน โดยเฉพาะฝันเชิงลบ อาจทำให้ผู้ฝัน ย้ำคิดย้ำทำ จนเกิดความวิตกกังวล หรือทำให้จิตใจผูกติดกับความหมายที่ผู้อื่นตีความให้จนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อได้โดยปราศจากความกังวลใจ
แต่ในทางกลับกัน ฝันดีหรือฝันที่เกี่ยวกับโชคลาภ หากเล่าออกไป อาจสร้างความคาดหวังเกินจริง เมื่อผลไม่เป็นดังคิด ก็เกิดความผิดหวัง หรือโทษชะตากรรม แทนที่จะกลับมาทบทวนการกระทำของตนเองว่าทำไมถึงไม่ทำแบบนั้น ทำแบบนี้ หรือที่เรียกว่า รู้งี้ เป็นต้น
คนโบราณอาจไม่รู้ศัพท์ทางจิตวิทยา แต่เข้าใจพลังของคำพูด และผลกระทบต่อจิตใจมนุษย์อย่างลึกซึ้งจึงเป็นเรื่องให้ทำสืบต่อกันมา
3. มิติทางสังคม ฝันกับอำนาจการชี้นำชีวิต
ในสังคมดั้งเดิม การตีความฝันมักเป็นหน้าที่ของผู้นำทางจิตวิญญาณ เช่น หมอผี พระ นักพรต การเล่าฝันอย่างพร่ำเพรื่ออาจเปิดช่องให้เกิดการชี้นำผิดพลาด หรือการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น
การกำหนดว่าฝันแบบไหนห้ามเล่า จึงเป็นการจำกัดอิทธิพลของคำพูด และป้องกันการส่งต่อความกลัว ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ หรือข่าวลือที่อาจกระทบความสงบของชุมชน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือกติกาทางสังคมเพื่อรักษาสมดุล ไม่ต่างจากกฎหมายที่ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ แต่เกิดจากบทเรียนราคาแพงในอดีตของมนุษย์เรานั่นเอง
4. ความฝันในฐานะบทสนทนาภายใน
ในมุมมองของอาจารย์เอง ความฝันควรถูกมองเป็น “บทสนทนาภายใน” ระหว่างจิตสำนึกและจิตไร้สำนึก เนื่องจากไม่ใช่ทุกบทสนทนาที่ควรถูกนำออกไปเล่าบนโต๊ะอาหาร
บางฝันสะท้อนความกลัว ความผิดพลาด ความปรารถนาที่เรายังไม่พร้อมยอมรับ จึงทำให้การเก็บฝันเหล่านี้ไว้แบบเงียบ ๆ อาจให้คุณค่าต่อตัวคุณมากกว่าการเล่าเพื่อขอคำทำนาย
ซึ่งคนโบราณเรียกสิ่งนี้ว่า “เก็บไว้ในใจ” ไม่เล่าต่อ
แนวทางชี้แนะในการใช้ชีวิตจากความเชื่อโบราณ
- เลือกเล่า เลือกเงียบ
ไม่ใช่ทุกประสบการณ์ความฝันจะต้องถูกแชร์ เพราะการรู้ว่าอะไรควรเก็บไว้ คือวุฒิภาวะทางอารมณ์ - อย่าฝากชีวิตไว้กับคำทำนาย
ความฝันอาจเป็นสัญญาณ แต่การตัดสินใจควรตั้งอยู่บนเหตุผลและการกระทำในปัจจุบัน - ใช้ฝันเป็นกระจก ไม่ใช่แผนที่
ฝันสะท้อนใจ แต่ไม่ควรเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตทั้งหมด จงพึงรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่นั่นสำคัญที่สุด - เคารพพลังของคำพูด
ทั้งคำที่เราพูดกับผู้อื่น และคำที่เราพูดกับตัวเอง ล้วนมีผลต่อการมองโลก เพราะฉะนั้นพูดเรื่องดี ๆ จะส่งผลดีต่อชีวิต
ความเชื่อว่าฝันบางอย่างห้ามเล่า ไม่ได้เป็นเพียงไสยศาสตร์ หากแต่เป็นภูมิปัญญาที่ผสมผสานจิตวิทยา สังคม และการเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ในโลกที่ข้อมูลไหลเร็วและทุกคนอยากพูด จึงทำให้การรู้จัก “นิ่ง” อาจเป็นทักษะที่ทรงพลังที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน
"บางความฝันไม่ได้ต้องการผู้ฟัง
แต่ต้องการเจ้าของฝันที่กล้าฟังเสียงข้างในของตนเองอย่างซื่อสัตย์"
อาจารย์ ศิลาลักษณ์ ไวซ์
อาจารย์ศิลารักษ์ ไวซ์
อาจารย์ศิลารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การทำนายฝัน เชื่อมโยงสัญลักษณ์เรื่องของความฝันเข้ากับชะตาชีวิตจริง ถนัดในเรื่องของการวิเคราะห์ความหมายที่ซ่อนอยู่ ผสมผสานระหว่างโหราศาสตร์ และเรื่องของจิตวิทยา นำมาแปลงเป็นตัวเลขเพื่อทำให้เกิดความโชคดี